ทำงานแบบไม่ต้องเข้าออฟฟิศก็ปังได้!

สวัสดีนะขอรับ ออเจ้าทั้งหลายตอนนี้ก็พยายามติดตามแต่ก็ยังไม่ทันอยู่ดีนะขอรับเพราะงานมันช่างเยอะ และยังอยากหาเวลามาเขียนอะไรให้ใครก็ไม่รู้อ่าน แต่ก็ชอบที่จะได้เขียนฮะ หวังว่ายังจะมีคนติดตามอ่านบ้างนะครับ จะได้เขียนเรื่องดีๆมาแชร์กันอีก

มาเข้าเรื่องกัน…

จากการทำงานในสายงานนี้มาเป็นลุงหมีรีครูทหน้ากลมได้ขนาดนี้ ได้มีประสบการณ์การทำงาน สาย coaching สาย training สาย tech startup และสายนักเขียน ทุกวันนี้มีบริษัทเป็นของตัวเอง 2 บริษัท CareerBolt ที่มีแบรนด์รีครูท คือ Boltworkforce (www.boltworkforce.co) กับ Ammarkable (www.ammarkable.co) ที่ทำด้าน Career Development & HR Consulting ทุกๆงานมันมีจุดร่วมคล้ายๆกันคือทำงานเน้น ผลลัพธ์ ใช้แค่ คอม ใช้มือถือ ใช้รถในบางครั้งเวลาไปเจอลูกค้า ที่เหลือใช้ skills การสื่อสาร การใช้ tech มากมายเข้าช่วย และ ใช้ valuable network ที่มีอยู่ ทั้งหมดรวมกันกลมๆ มาทำให้เกิดผล หาเลี้ยงชีพ และสามารถสร้างบริษัทขึ้นมาให้มีกำไรได้

ปัจจุบันผมมีพนักงานที่จ้างอยู่เป็น remote เกือบทั้งหมด คือ graphic designer, developer, accounting, recruitment consultant, sourcer, assistant ทุกคน deliver งานดีมากๆ ผมไม่เคยต้อง monitor เค้าเลยว่าทำรึเปล่า แต่เรามีการติดต่อกันตลอดโดยใช้ Line และ app อื่นๆ แต่ทุกคนส่งงานก่อนกำหนดตลอดและผมพอใจกับ result ที่ออกมาทุกชิ้นมาก และตัวผมเองซึ่งทำ recruit เป็นงานหลักอยู่แล้วก็เข้าใจดีว่า การทำ recruit ไม่จำเป็นต้องมาเข้า office ทุกวันก็ได้ สามารถทำที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้จริงๆ ขอให้เรารู้ว่าต้องทำอะไรบ้างและ focus กับมันก็จะเกิด ผลลัพธ์อันดีงาม ให้เราอย่างแน่นอน

5 เดือนที่ผ่านมาผมไปใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกา ด้วยสาเหตุหลายๆอย่างคือ 1) เบื่อเมืองไทยเพราะอากาศร้อนฉิบหาย 2) เบื่อการใช้ชีวิตเมืองไทย พวกรถติด ดราม่าต่างๆในประเทศที่มีอย่างไม่ขาดสายไม่ว่าจะเป็น นาฬิกา ป้าทุบรถ เสือดำ และอีกมากมายที่ อยากขอไปอยู่ไกลๆสักพัก 3) มีหลายๆ HR conferences ที่อยากไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยากรู้ว่า Recruiters, HR, Talent Acquisition ที่เมืองนอกเค้าทำอะไรกันอยู่ เค้า focus เรื่องอะไรกัน เค้าทำอะไรต่างจากที่ประเทศไทยทำกันอยู่บ้าง อยากเผือกบ้าง แต่ก็ดีนะครับ ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆเยอะมาก ซึ่งถือว่าคุ้มทุกบาทที่จ่ายไป 4) ผมอยากทำอะไรเปลี่ยนๆ I need a change และอยากหาความสุขใส่ตัวเพราะทำงานเครียดเกิน ปวดหัว ก็เลยตัดสินใจไปอเมกามันซะเลย ผมถือว่าโชคดีที่เมื่อก่อนมีโอกาสได้ไปอยู่ที่นั่นมาและมีเพื่อนฝูงที่ไว้ใจได้ ผมเลยถือโอกาสกลับไปเยี่ยมเพื่อนๆด้วย และคิดถึงอากาศที่สดชื่นมากๆ อยากสูดอากาศอันบริสุทธิ์อะไรแบบนี้ และ 5) รวยฮะ (Oops! เวอร์เนอะ) อยากใช้เงินบ้างอะไรบ้าง ปรนเปรือบ้างจะได้จิตแจ่มใส และหาความสุขให้กับชีวิตมั่ง

ในตอนที่ผมไปที่นั่นจริงๆ ผมเองก็ยังคงมี commitment กับลูกค้าหลายเจ้าในการทำ recruitment ให้พวกเค้า แต่ถึงผมจะอยู่ไกล ผมก็ยังทำงานให้ลูกค้าเหมือนไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นเสมือนเราอยู่เมืองไทยถ้าเราไม่ได้บอกลูกค้า จริงๆแล้วช่วงนั้นผมมีตำแหน่งที่ผมทำให้ลูกค้าของผมอยู่เยอะมาก ประมาณ 20 ตำแหน่งทั้งเล็กและใหญ่ปนๆกัน ซึ่งผมก็ยังใช้โทรศัพท์โทรหาลูกค้าและแคนดิเดทได้ โดยใช้ Line หรือ Skype เพื่อความประหยัด สามารถใช้ LinkedIn และ social media อื่นๆในการหาคน รวมไปถึง social engineering โทรเข้าไป headhunt เลยก็มี จริงๆดีด้วยซ้ำ เค้าไม่เห็นเบอร์ผมเป็นของไทย รีบโอนไปให้คนที่ผมต้องการคุยเลย เพราะบอกว่าโทรมาจากเมืองนอก ดีจุงฮะ ที่พูดมาทั้งหมดผมคิดว่ามันตอบโจทย์ได้ระดับนึงสำหรับการทำให้งานมันเสร็จลุล่วงไปได้ และสุดท้ายผมปิดได้หลายตำแหน่ง และเงินเข้ากระเป๋าจริง ถามว่ามันสะดวก 100% มั้ยสำหรับการทำงาน remote โดยที่ตัวเองอยู่เมืองนอก ก็ได้ 85% ครับเพราะเรื่องของ time zone และนี่ก็คือตัวอย่างที่ผมพิสูจน์แล้วจริงๆว่าการทำงาน remote มันได้ผล และผมก็อยากเอามาใช้กับทีมผมที่ผมต้องการปั้นขึ้นมาอย่างจริงจัง moving forward

สำหรับน้องๆที่ผมรับเข้ามาเป็น recruitment consultant ผมให้ความ flexible แบบสุดๆ และ อนุญาตให้ทำงานจากบ้านได้ เพราะผมมีความคิดแบบนี้

1) งานสามารถทำที่ไหนก็ได้ result ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการทำงานที่ office เท่านั้น เพราะในความเป็นจริงมันเกิดขึ้นได้ทุกที่ที่เราทำ เหมือนถ้าเรากลัวคนจะเล่นเกม เล่น facebook ในที่ทำงาน เชื่อเหอะว่าถ้าคนมันจะทำ ที่ไหนมันก็ทำได้จริงๆ

2) เมืองไทยรถติด ติดอันดับโลก แต่ทำไมเรายังต้องกำหนดให้พวกเค้ามาทำงานตอนเช้ารถติด และกลับตอนเย็นที่รถก็ติดยิ่งไปกว่า วันๆนึง ถ้าเราเอาเวลาเดินทางมา – 16 ชั่วโมง (ไม่รวม 8 ชั่วโมงตอนนอน) มันเสียเวลาเยอะ โดยเฉพาะถ้าบ้านอยู่ไกล ถ้าไปกลับอย่างละ 1 ชั่วโมง บวกกันเป็น 2 เอาเวลานั้นมาทำงาน ทำอะไรได้เยอะเลยนะครับ ในเวลาสองชั่วโมง

3) โลกยุค ปัจจุบันมี tech tool หลายตัวเลยนะที่จะมาช่วยในการทำงานแบบ remote ผมใช้ Trello, Basecamp, Slack, Line และอีกหลายๆตัวที่ดีมากๆ

4) เด็กยุค millennial ชอบการทำงานที่ flexible มากขึ้นและ traditional way อาจะไม่ efficient มากเท่ากับ new way of working (more flexible, result-driven, leverage tech tools) แล้ว

5) ตอนผมอยู่อเมริกาเมื่อไม่นานมานี้ มีเพื่อนๆอย่างต่ำ สามคนที่ทำงานให้บริษัทซึ่งใหญ่มากๆ อนุญาตอย่างยินดีให้พวกเค้าทำงานที่บ้านได้สองถึงสามวันต่ออาทิตย์ ผมเลยคิดว่าถ้าเค้าทำกันได้ และ ยังมีความ productive แล้วทำไมผมถึงต้องไปยึดตึดกับวิธีเดิมๆ

6) ที่ผ่านมาผมจ้างคนมาทำงานให้ผมมี แบบ remote อยู่แล้ว เช่น Graphic Designer ผมอยู่ที่ Philippines, Developer อยู่เชียงใหม่, Accounting อยู่อีก office นึง, Admin Assistant ทำงานจากที่บ้านแถวบางกะปิ

7) ถ้าเค้ามาทำงานที่บริษัทผมที่บางแค มันไม่ใช่เพราะเค้ามาทำให้ผมเห็นว่าทำ for the sake of doing it in front of the boss แต่มาเพราะเผื่อมีอะไรต้อง collaborate กัน หรืออยากให้ผมสอนหรือแนะนำอะไรให้ เบื่อทำงานจากที่บ้าน อยากมานั่ง starbucks ใกล้ๆ office อยากประหยัดค่าแอร์ที่บ้าน และการมาทำงานใกล้ๆลุงหมีก็อุ่นใจอยู่นา 555

8) ผมมั่นใจใน hiring decision ของตัวเองมากว่าถ้าจ้างมาแล้วผมจะเชื่อว่าเค้าเป็น real responsible professional ที่จริงจังกับการเติบโตในหน้าที่ อยากเก่ง อยากทำให้ได้เงินเยอะๆ ซึ่งต่างจาก พวกอู้งาน หรือมีงานไปวันๆ คนที่เรารับเข้ามาทำงานกับเรา เขาต้องเข้ามาทำงานเพราะเราไว้ใจเค้าครับ ถ้าคุณจ้างคนมาแล้วคุณไม่ไว้ใจเค้า ต้องคอยเช็คอยู่ตลอดว่าเค้าทำงานจริงรึเปล่า นั่นคือคุณจ้างคนผิด! เราต้องไว้ใจซึ่งกันและกัน ไม่ต้องมาเช็คกันตลอด เพราะอะไร? เพราะคนๆนั้นเค้าไม่ได้ทำแค่เพื่อบริษัท แต่ทำเพื่อตัวเค้าเอง เค้าจะรู้ว่าถ้าเค้ายิ่งทำเยอะ เค้าจะได้เรียนรู้เยอะ เค้าจะได้มีประสบการณ์เยอะขึ้น เติบโตขึ้น สร้างผลงาน และแน่นอนสำหรับอาชีพรีครูท นั่นคือเงินที่เค้าก็จะได้เยอะขึ้นเช่นกัน และ result มันเป็นตัวกำหนดอยู่แล้วว่าถ้าเค้าไม่ทำงาน หนึ่งเดือนไม่มีผลงาน เค้าจะเริ่มเครียดของเค้าเอง สองเดือนไม่มีผลงานอีกเค้าจะเริ่ม หางานใหม่ พอสามเดือนเค้าก็คงจะไม่อยู่ให้ขายหน้าอีกต่อไปแล้ว หนีเลยดีกว่า

9) เพราะผมศึกษาเรื่องการทำงานแบบ remote และหลายๆบริษัทใหญ่ที่อเมกาก็ทำกับพนักงานบางกลุ่มแล้ว เช่น Amazon (คนละอันกับ Amazon Café นะฮะ!), Deloitte, Github, Intel และอีกมากมาย

10) จริงๆแล้วนอกจากผมจะให้พนักงานของผมทำงานที่บ้านได้ และ flexible hours ผมยังให้ Unlimited Vacation ด้วยคือ ลาเท่าไหร่ก็ได้ แต่ขอให้งานเสร็จ เราวัดกันที่ผลงาน ซึ่งช่วยแก้ปัญหาได้หลายอย่างเช่น ถ้าพนักงานลาป่วย อาจแค่ท้องเสีย จู๊ดๆ ผมไม่ต้องมาคิดว่า “จริงหรือหลอก!” และต้องให้ไปขอ medical certificate หรือถ้าพนักงานลาไปเที่ยวต่างประเทศ ผมไม่ต้องมาคิดว่า “งานจะไม่เดิน” เพราะ mentality แบบนั้น คือ ไม่มา office = ไม่ทำงาน ซึ่ง mentality ของผมต่างมากคือ ไม่มี office ก็ยังทำงานอยู่ ป่วย ก็ยังทำงานที่บ้านได้ หรือไปเที่ยวเมืองนอก ก็ยังทำงานที่ hotel ได้หลังจากกลับมาเที่ยว เพราะแบบนี้ เรื่องให้ worry มันก็น้อยลงและผมเอาเวลาไปคิดเรื่องงานในส่วนของผมเองได้อีกเยอะเลย ของทีมแค่ “รอดู” ผลงานพอ

(แถม) Recruitment Consultant เป็นงานที่มีแค่โทรศัพท์กับคอม คุณก็ทำงานได้ และก็เป็นเหตุผลที่คนออกมาทำเองเยอะและก็เจ็งไปเยอะ เพราะมันเป็นงานที่ต้องมีต้นทุนที่เราคิดไม่ถึงเยอะ และกว่าจะได้เงินแต่ละรอบอย่างน้อยคุณต้องรอไป 4 – 6 เดือน ถ้าคุณไม่ได้มีเงินเย็นเป็นล้านๆ strong network ที่ดีจริงๆคือลูกค้าเชื่อใจคุณอยู่แล้ว หรือมี reputation หรือ referral ที่ดี ก็ยากมากๆที่จะได้มาซึ่งลูกค้าที่ profitable ที่คุณจะได้เงินจากเค้า let alone just keep doing just cold callings ไม่ต้องพูดถึงเลย ลูกค้าของผมทุกคนไม่ได้มาจากการทำ BD Cold calling เลย ติดต่อมาหาผมเองทุกท่านและ relationship เหนี่ยวแน่น และไว้ใจได้ก๋าแน่นอน นอกเรื่องไปหน่อยแต่ที่ผมหมายถึงคือ ถ้าคุณเป็น recruitment consultant ที่ไม่ได้ senior มากแต่มีความสามารถ และชอบ freedom & flexibility ไม่ต้องไปเปิดของตัวเองให้เสียเวลาครับ เสี่ยง และเหนื่อยสัสๆนะ

ป.ล. ยังหาน้องๆมาทำงานกับลุงหมีอยู่นะ ที่รับตำแหน่งเพิ่ม ก็ยังมี Recruitment Consultant (full time), ประสบการณ์ปีสองปีสามปีได้หมด ถ้ามาจาก recruitment agency เจ้าอื่นก็จะรับพิจารณาเป็นพิเศษ เงินเดือนซัก 30 – 40 มาคุยกันนะ สิ่งที่ให้คือ ความรู้ในวงการ recruit, training, talent development, tech ที่มิได้มาจากเมืองไทยประเทศเดียวนะขอรับ, หัวหน้าหัวใหม่ที่ถึงผมจะน้อยขึ้นทุกวัน แต่ความเข้าใจคนรุ่นใหม่ไม่ได้น้อยลงเลย (เกี่ยวมั้ยเนี่ย), หมอน ผ้าห่ม เอามานอนกลางวันได้ ถ้าไม่หิว ไม่ซีเรียสเลย เข้าใจคนทำงานตอนบ่าย บางทีลุงหมีเองก็แอบหลับเหมือนกัน แต่ขอให้งานมีผลลัพธ์ที่ ทำให้คนอื่นจะต้องร้องว้าว โอ้ววว อู้หู อะไรแบบนี้

สุดท้าย ผมไม่ชอบที่จะเก่งอยู่คนเดียว และไม่ชอบดูถูกคนที่ไม่เก่ง แต่เข้าใจว่าทุกคนโตมาคนละแบบ และเรียนรู้มาต่างกัน ผมอยากมีทีมที่มี growth mindset และอยากทำงานที่ตัวเองมี work-life balance แต่ก็มี drive ที่จะพัฒนา มี achievement ในชีวิตไปเรื่อยๆ คนแบบนี้อยู่ที่ไหน ไปที่นั่นก็จะไปทำให้บริษัทเค้าเจริญครับ

#ลุงหมีรีครูท #nokpibullshit #careerbolt #boltworkforce #รีครูท #recruiter #headhunter