อยากจะขอขึ้นเงินเดือน ทำยังไงดี How to Ask for A Salary Raise?

ถ้าคุณเป็นคนๆหนึ่งที่เคยรู้สึกว่าตัวเองงานท่วมมาก ทำไปไม่ค่อยคุ้มกับเงินเดือนเลย ทำไมงานชั้นเพิ่มแต่เงินเดือนชั้นเท่าเดิมฮึ หรือไม่ได้ถูกปรับเงินเดือนมานานแล้ว เมื่อไหร่ถึงจะได้ปรับอีกซักที หรือ Salary Review ปีที่แล้วขึ้นมาไม่ถึง 5% อยากจะขอเงินเดือนเพิ่มทำไงดี มีหลายๆท่านที่จริงๆแล้วอาจจะคิดว่า ถ้าเงินเดือนไม่ขึ้นอาจจะคิดอยากที่จะเปลี่ยนงานแล้วดีกว่า แต่ถ้าสมมุติว่าคุณยังเอนจอยงานนั้นอยู่ รักองค์กร เพื่อนๆร่วมงานและเจ้านาย หรือลงสถานีอโศกเดินเข้าทำงานได้เลย และยังชอบหลายๆอย่างในงานนี้ และคิดว่าการเปลี่ยนงานยังไม่ใช่คำตอบ ยังไม่อยากหางานใหม่แต่ก็อยากได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นเหมือนกันนะ ค่าใช้จ่ายผมเยอะนะคร้าบ ไหนจะค่าทริปไปญี่ปุ่นสวีทกับที่รัก ถึงจะใช้ Airasia X แล้วราคาถูกลงแล้วก็เหอะ หรือบางคนมีสามีหรือมีภรรยาและมีลูกแล้ว ค่าจิปาถะสารพัดในบ้านนั้นก็มากมายเหลือคณา คุณเลยอยากมีรายได้มากขึ้น แต่ก่อนที่อยู่ดีๆคุณจะไปขอหัวหน้าขึ้นเงินเดือนแบบปุปปับโดยไม่มีการวางแผน อยู่ดีๆไปคุยกับหัวหน้าเรื่องนี้มันอาจจะโจ๋งครึมเกิน หัวหน้าของคุณอาจจะตั้งตัวไม่ทัน say “NO” กลับมาเลยก็ได้ ทีนี้คุณก็ต้องกลับบ้านไปกินแห้ว และท้ายที่สุดต้องเปลี่ยนงานโดยที่คุณอาจจะยังไม่ได้อยากเปลี่ยน  ในบทความนี้ เราจะมาพูดถึงขั้นตอนการเตรียมตัวในการขอขึ้นเงินเดือนที่ใช้ได้ผลจริงมาแล้ว และให้พวกเราทุกคนได้นำไปเลือกใช้ปฏิบัติและท้ายที่สุดได้ขึ้นเงินเดือนตามความเหมาะสมครับ

ขั้นที่1. Know Your Value/Self Worth รู้จักว่าคุณควรค่าแก่การขึ้นเงินเดือนอย่างไร

สมมุติคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ SME เล็กๆขายกาแฟ คุณมีลูกน้องที่คุณจ้างมาปีนึงแล้ว วันดีคืนดีนายคนนี้ก็มาขอคุณขึ้นเงินเดือน โดยที่คุณลองนึกกลับไปแล้วจำได้ว่านายคนนี้ มาสายบ่อยมาก คุยกับลูกค้า ลูกค้าก็มีคอมเพลนบ้าง ทำงานไม่ค่อยเรียบร้อย  คุณคิดว่าคุณจะอยากขึ้นเงินเดือนให้เค้ามั้ย เปรียบเทียบกับน้องอีกนางหนึ่ง เธอเป็นคนที่แลดูขยัน ยิ้มแย้มอยู่เสมอเวลามีลูกค้า ใส่ใจเรื่องบริการ มีขาดลาบ้างแต่ไม่น่าเกลียดและบอกล่วงหน้าเสมอ คุณคิดว่าระหว่างสองคนนี้ คุณอยากจะขึ้นเงินเดือนให้ใคร ถ้าเป็นผม ผมจะให้คนที่ดูมีคุณค่า (Value) ให้กับธรุกิจนี้มากกว่านั่นก็คือน้องผู้หญิงที่แลดูขยัน ก่อนที่คุณจะไปขอขึ้นเงินเดือน คุณจะต้องกลับมามองตัวคุณเองก่อนว่าคุณควรค่าแก่การที่จะได้เงินเดือนขึ้นมั้ย คุณทำอะไรบ้างให้แก่บริษัท ถ้าในหน้าที่การงานของคุณ คุณทำคุณประโยชน์มากมายให้แก่บริษัท เช่นถ้าเป็น Sales ก็ปิดยอดได้จำนวนมากมาย ถ้าเป็นแผนกบัญชี คุณปิดงบ เก็บเช็ค ทำ Report ทุกอย่างเป๊ะ ไม่เคยมีข้อผิดพลาดหรือน้อยมากๆ สิ่งเหล่านี้สามารถนำมาเป็น Value ของคุณที่สามารถเอามาไว้ใช้เป็นเครื่องกระตุ้นในการขอขึ้นเงินเดือนได้ครับ

ลองถามตัวเองดูครับว่า คุณมีความสำคัญกับบริษัทยังไง ทำไมบริษัทเค้าถึงต้องการคุณและถ้าเค้าไม่มีคุณแล้ว อะไรคือสิ่งที่เค้าจะสูญเสีย ถ้าคุณตอบคำถามเหล่านี้ได้หมดคุณจะค้นพบว่า คุณค่าของคุณในบริษัทนั้นคืออะไร แต่ถ้าคุณถามแล้วคำตอบที่คุณได้คือ คุณก็ไม่ได้ทำอะไรมากให้กับบริษัท ไม่ได้มีผลงานอะไรที่น่าจดจำ ทำไปวันๆ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็อาจจะยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่คุณจะไปขอขึ้นเงินเดือนครับ

ขั้นที่2. Request for A Performance Review ขอนัดคุยเรื่อง การประเมินผลงาน ที่ผ่านมาของคุณ

แทนที่คุณจะขอนัดหัวหน้าของคุณคุยเรื่องคุณจะขอขึ้นเงินเดือนเลย ให้คุณขอนัดมีทติ้งกับหัวหน้าเรื่อง Performance Review ของคุณแทน การที่คุณจะไปขอนัดหัวหน้าคุยเรื่องอะไรสักอย่าง เค้าอาจจะถามอยู่แล้วว่ามีเรื่องอะไรรึเปล่า คุณก็บอกเค้าว่ามีเรื่องอยากจะปรึกษาเป็นเรื่องของ Performance ของคุณเอง หรือจะบอกว่าอยากจะปรึกษาเรื่อง Career Growth ก็ได้ครับ ในบางบริษัทนั้นโดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติ จะมีการทำ Performance Review ค่อนข้างบ่อยทุกๆ Quarter หรือครึ่งปี หรือ ปีนึงอยู่แล้ว หรืออาจจะไม่มีเลยขึ้นอยู่กับความใหญ่ขององค์การ ถ้าคุณยังไม่ได้ขึ้นเงินเดือนมานานแล้วตอนมี Annual Salary Review คุณก็ได้ขึ้นน้อยมากแค่ 5% ทั้งๆที่คุณคิดว่าคุณน่าจะได้เพิ่มมากกว่านั้น ให้หาจังหวะเหมาะๆโดยเฉพาะตอนที่คุณมีผลงาน (Achievements) ที่คุณทำคุณงามความดีให้แก่บริษัท ก็จะยิ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะเจาะที่จะเอาเรื่องผลงานของคุณมาพูดใน Performance Review Meeting ด้วยครับ

มีทติ้งในครั้งนี้ ให้คุณรู้จักถามหัวหน้าว่า คุณอยากจะได้ Feedback จากหัวหน้า เกี่ยวกับ Performance ของคุณเองเพราะว่าคุณมีความมุ่งมั่นในหน้าที่การงานของคุณ คุณอยากจะทำให้ทุกอย่างมันเป็นไปตามที่ทางบริษัทหวัง (Expectation) จากคุณ คุณอยากจะเติบโตไปในองค์กร ซึ่งแน่นอน คุณก็หวังที่จะมีรายได้ที่มั่นคงขึ้นและพร้อมที่จะทำงานในหน้าที่ของคุณได้อย่างดีที่สุด ในระหว่างที่คุณกำลังถกเรื่องเป้าหมายของคุณในองค์กร คุณสามารถกล่าวถึง ผลงาน (Achievement) ที่คุณทำให้กับบริษัท โดยพยายามพูดถึงเหตุการณ์ที่ที่เกิดขึ้นหลังจากคุณได้ปรับเงินเดือนครั้งสุดท้ายนะครับ เพราะก่อนหน้านั้นจะไม่นับเพราะเค้าปรับเงินเดือนให้คุณก่อนแล้ว

ขั้นที่ 3. Ask for The Money เข้าเรื่องเงินๆทองๆ

รับฟังในสิ่งที่หัวหน้าคุณออกความเห็นถ้าเค้าเห็นดีเห็นงามว่าคุณมีผลงานดี นั่นเป็นโอกาสอันดีที่คุณสามารถที่จะโยงเข้าเรื่องเงินได้เลยครับ ณ จุดนี้คุณสามารถพูดถึงความตั้งใจของคุณที่จะสร้างสรรผลงานให้แก่บริษัทและเป็นพนักงานที่พร้อมที่จะทำงานสู้ไม่ถอยและทำงานเต็มประสิทธิภาพของคุณ ทีนี้คุณก็เริ่มพูดเลยว่า คุณมีเป้าหมายที่ชัดเจน ซึ่งหนึ่งในปัจจัย (Factor) ที่จะทำให้คุณมีความรู้สึกถูกกระตุ้นให้อยากทำให้สำเร็จมากขึ้นก็คือเรื่อง ของผลตอบแทนหรือเงินเดือนนั่นเอง แน่นอนว่าเราทุกคนนั้นคงไม่มีใครเกิดมาทำงานฟรี คือไม่ได้เป็น Charity นะฮะ หรือไม่มีความก้าวหน้าในเรื่องของงานและเงินเดือน คุณควรที่จะพูดให้หัวหน้าของคุณรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติที่ทุกคนที่ทำงานดีทำงานเก่งต้องมีแรงจุงใจ และเงินก็ถือเป็นหนึ่งในแรงจุงใจที่ช่วยผลักดันให้พวกเราทุกคนมีพลังในการทำงานมากขึ้นในหลายๆครั้ง จากผลงานที่คุณทำมาคุณรู้สึกว่าคุณพร้อมแล้วและสมควรที่จะได้เงินเดือนที่เพิ่มมากขึ้น ถ้าหัวหน้าของคุณเค้าเห็นชอบด้วยกับคุณ เค้าก็อาจจะถามคุณว่าคุณต้องการเท่าไหร่ ผมแนะนำให้ว่าให้ตอบเป็นระยะ หรือกระบอกเงินเดือนเป็นเปอร์เซ็น เช่น 10-20% เพื่อให้สุดท้ายแล้วต่อรองน่าจะได้ที่ 15% หรือมากกว่านั้นได้ก็ยิ่งดี แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าครั้งล่าสุดคุณได้ขึ้นมานานรึยัง เช่นถ้าครั้งล่าสุดคือสองปีที่แล้ว ให้ขอที่ 15-20% หรือถ้าแค่ปีเดียวให้บอกว่า ประมาณ 10-15% พอจะเกทไอเดียมั้ยครับ คือไม่ต้องไปต่อรองอะไรมาก แต่ให้บอกว่าจากผลงานที่คุณทำมาทั้งหมด อยากจะให้หัวหน้าหรือผู้บริหารลองเอาไปพิจารณาดูว่าคุณควรที่จะได้ขึ้นเงินเดือนเท่าไหร่จาก กระบอกเงินเดือนที่ให้ไป

แต่ถ้าเค้าไม่เออออห่อหมกกับคุณ ไม่คิดว่าคุณเหมาะที่จะได้ขึ้นเงินเดือนหรือว่า คิดว่าบริษัทยังไม่สามารถมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นได้ ช่วงนี้เศรษฐกิจแย่ (เห็นพูดอย่างงี้ตลอด) เค้าอาจจะขอเวลาคุณไปลองปรึกษากับผู้บริหารอื่นๆดู แล้วค่อยกลับมาใหม่ก็ได้ ต้องใจเย็นๆนะครับ การขอขึ้นเงินเดือน เราอาจจะไม่ได้ตามที่เราหวังถือว่าเป็นเรื่องปกติ ถ้าเราขอไป 15% เค้าให้มาแค่ 7% อย่างน้อยๆเราก็ได้ขึ้นมาบ้าง โดยทั่วไปแล้วบริษัทจะไม่ค่อยให้ตามที่คุณขออยู่แล้ว แต่จะต่อรองให้น้อยกว่าที่คุณขอถือว่าเป็นเรื่องปกติครับ แต่ถ้าเค้าไม่ให้เลยคุณก็ต้องลองชั่งน้ำหนักดูแล้วหล่ะครับว่า คุณทำงานหนักสุดป่วงแบบ โอปัง อลังเวอร์ แต่ไม่มีผลตอบแทนเพิ่มมาเลย อย่างน้อยก็ช่วงนี้ คุณรอไหวมั้ย ถ้าคุณรอไม่ไหวและคิดว่าทำไปแล้วไม่คุ้มจริงๆ และแลดูไม่มีอนาคตถ้าอยู่ที่นี่ต่อไป ไม่มีอะไรมาผลักดันให้คุณอยากทำงานหนักขึ้น หรือเอนจอยในการทำงาน นั่นก็อาจจะเป็นชนวนให้คุณเริ่มที่จะอยากมาหางานที่เหมาะสมกว่าครับ

ให้จำไว้เสมอนะครับว่า ถ้าจะนัดหัวหน้าให้หาวันที่เราคิดว่าเค้ารู้สึกอารมณ์ดีๆหน่อย แบบดูไม่เครียดมาก แล้วเวลาเราคุยกับเค้าก็พยายามยิ้มแย้มแบบเฟรนลี่นิดนึงแต่ไม่ต้องเฟคเห็นฟันตลอด นั่นก็เยอะเกินนะครับ อีกอย่างคือไม่แนะนำอย่างเด็ดขาดที่จะไปบอกเค้าว่าตอนนี้ คุณมีอีกบริษัทนึงเค้ามาสนใจคุณจะจ้างคุณด้วยเงินเดือนที่มากกว่าเท่านั้นเท่านี้ มันเหมือนเป็นการไปขู่เค้าให้กลัวคุณจะออกซึ่งไม่เวิร์คอย่างแรง เพราะเค้าจะรู้สึกเหมือนคุณไปกดดันเค้า สุดท้ายนี้ขอให้ชาวไทยบน LinkedIn ทุกคนต้องใจเย็นๆนะครับ การจะขอเงินเดือนนั้นค่อนข้างเป็นกระบวนการที่เซนซิทีฟ ต้องให้เวลาหัวหน้าใช้เวลาไปไตร่ตรองสักพักจนกว่าเค้าจะมาบอกผลให้คุณว่าคุณได้ขึ้นมั้ยและเท่าไหร่ Good luck krub!